ตามรอย The Davinci Code
เรื่องโดย มดเอ๊กซ์ | เรียบเรียงโดย MyBizkits | จากหนังสือ เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยปารีส
อ่านแล้ว 4199 ครั้ง | บุ๊คมาร์คหน้านี้
|
 |
| จากความโด่งดังของหนังสือขายดีอย่างเดอะดาวินชีโค้ด (The Davinci Code) ประกอบกับสถานที่บางส่วนในหนังสือปรากฏอยู่ในปารีสด้วย จึงทำให้ฉันอยากพาทุกท่านไปตามรอยเดอะดาวินชีโค้ดกันบ้าง ว่าสิ่งที่ได้อ่านมานั้นเป็นจริงดังที่กล่าวอ้างหรือไม่ โดยขอเริ่มการตามรอยที่เส้นกุหลาบของโบสถ์แซงต์ซุลปิช (St-Sulpice) เป็นแห่งแรก ซึ่งเราจะนั่งเมโทรสาย 4 ไปลงที่สถานี St-Sulpice ค่ะ พอถึงแล้วให้เดินตามทางออกก็จะพบโบสถ์ใหญ่อันดับ 2 ของปารีส (รองจากมหาวิหารนอเตรอดาม) ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ทว่าที่เราเห็นไม่ใช่โบสถ์ดั้งเดิมนะคะ หลังเดิมนั้นสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 โน่น แต่ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงสร้างขึ้นมาใหม่ ถ้าให้ฉันเดาก็น่าจะเป็นเพราะโบสถ์หลังเก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จึงต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่นั่นเอง |
 |
ทั้งนี้ภายในแซงต์ซุลปิชไม่ค่อยมีเครื่องประดับตกแต่งอะไรนัก จึงดูโล่งๆ แต่ก็ยังคงความขลังไว้ได้เป็นอย่างดี และผู้ที่มาโบสถ์ก็มักเป็นกลุ่มแฟนๆ หนังสือ ที่ต้องการรู้ความจริงว่าเส้นกุหลาบหรือโนมอน (Gnomon) ที่กล่าวอ้างมีจริงหรือไม่ ซึ่งการหาเส้นกุหลาบนี้ไม่ยากเลย (ว้า! แอบเสียดายนิดๆ นะเนี่ย นึกว่าจะได้สวมบทบาทนักสืบได้นานกว่านี้) เมื่อเดินเข้าไปในโบสถ์ให้เรามองหาหน้าต่างกระจกบนปีกทางด้านขวาก่อน จะเห็นว่ามีแผ่นสีดำเจาะรูอยู่ริมกระจกด้านบน โดยเจ้ารูเล็กๆ นี่แหละที่เป็นช่องทางให้แสงลอดผ่าน แล้วมาตกลงตรงเส้นที่คุณพี่แดนบราวน์เรียกว่าเส้นกุหลาบพอดี
แต่จากประวัติของทางโบสถ์ทำให้ทราบว่าเส้นกุหลาบนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พี่แดนบราวน์บอกสักกะนิด เพราะจริงๆ แล้วเส้นกุหลาบนี้เป็นเส้นที่ช่วยให้หาวัน Equinoxes (วันที่มีกลางวันและกลางคืนเท่ากัน) และวันอีสเตอร์ (วันอีสเตอร์คือวันอาทิตย์แรกนับจากพระจันทร์เต็มดวงหลังวัน Spring Equinoxes) ที่เรียกว่าเส้น "เมริเดียน ไลน์ (Meridian Line)" ต่างหาก โดยจะเป็นเส้นสีทองพาดผ่านแท่นพิธีตรงกลางค่ะ
ผ่านด่านแรกไปแล้ว จากนี้ฉันจะพาไปค้นหาความลับที่พิพิธภัณฑ์เลื่องชื่อ Musee du Louvre หรือพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ต่อ โดยนั่งเมโทรไปยังสถานี Louvre-Rivoli เลย เมื่อมาถึงพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เชื่อว่าทุกคนต้องตะลึงกับพีระมิดแก้วสไตล์เรอเนสซองซ์อันงดงามแปลกตา ที่คุณพี่แดนบราวน์บอกว่าเป็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของปารีสแน่นอน ซึ่งลูฟร์ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1190 เพื่อใช้เป็นพระราชวังของราชวงศ์ฝรั่งเศส ต่อมาภายหลังมีการสร้างพระราชวัง Versailles ขึ้นมา ราชวงศ์ฝรั่งเศสจึงย้ายไปประทับที่นั่นกันหมด และปล่อยให้ลูฟร์กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียงของโลกไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด Mona Lisa, Madonna of the Rocks, รูปสลัก Venus ฯลฯ
ส่วนเส้นทางการตามรอยเดอะดาวินชีโค้ดจะเริ่มจากพีระมิดแก้วนี้ก่อนเลย ซึ่งในหนังสือกล่าวอ้างว่ามีการใช้แผ่นกระจกจำนวน 666 อันมีความหมายถึงเลขของซาตาน จนทำให้ผู้มาเยือนพยายามนับดูว่าใช่เช่นนั้นหรือไม่ เดือดร้อนผู้ก่อสร้างพีระมิดต้องออกมาแถลงการณ์ว่าจำนวนแผ่นกระจกมีทั้งหมด 673 หาใช่ 666 อย่างที่กล่าวอ้าง จุดที่สองจะอยู่ด้านในทางปีกฝั่ง Denon โซน Italian Paintings หรือ Grand Gallery ซึ่งมีภาพ Madonna of the Rocks โดยครั้งแรกที่ฉันเห็นภาพ Madonna of the Rocks ขอบอกว่าไม่รุนแรงเหมือนที่พี่แดนบาวน์บรรยายไว้เลย แถมความหมายก็เปลี่ยนเยอะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสลับตำแหน่งของพระเยซูกับทารกจอห์น หรือเด็กที่พระแม่มาเรียอุ้ม |
 |
 |


ส่วนนี่คือภาพวาด Mona Lisa ที่ยังคง เป็นปริศนาอยู่ทุกวันนี้
ดูภาพขยาย
|  |  | จบจาก Madonna of the Rocks หากเลี้ยวขวาต่อไปยังห้อง "ซาลล์เดเซตาส์" ก็จะพบกับจุดที่สามอันเป็นภาพวาดของ Mona Lisa ที่พี่แดนบราวน์บอกว่า Mona Lisa ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Leonardo da Vinci จนเขาต้องนำติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอด ก่อนขายให้กษัตริย์ฝรั่งเศสครั้งมาฝรั่งเศส จากนั้น Mona Lisa จึงตกทอดมาสู่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ดังที่เห็นในปัจจุบัน แต่กระแสตามข้อเท็จจริงให้เหตุผลมา 2 แบบค่ะ อันแรกบอกว่า Mona Lisa ก็คือตัวของ Leonardo da Vinci นั่นเอง ที่เขาวาดตัวเองก็เพราะเป็นพวกรักร่วมเพศและหลงใหลในความงามของอิสตรีจนถึงกับวาดตัวเองออกมาเป็นผู้หญิง ส่วนอันที่สองบอกว่าผู้หญิงที่เป็นต้นแบบของ Mona Lisa เป็นภรรยาของ Francesco del Giocondo ชื่อว่า Lisa Gherardini del Giocondo เพราะคำว่า Mona เป็นคำย่อของ Madonna หรือ Madame ซึ่งก็คือ Mona Lisa นั่นเอง กระนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทุกครั้งที่ฉันไปชมก็ไม่อาจทราบได้ว่าเธอกำลังคิดอะไร ยิ้มเยาะ ยิ้มเย้ายวน ยิ้มเย้ยหยัน หรือร้องไห้กันแน่ คงมีเพียงเจ้าของผลงานอย่าง Leonardo da Vinci เท่านั้นที่ทราบ |
 |
 | 

ปิดท้ายกันที่พิระมิดกลับหัวทางด้านล่างพิพิธภัณฑ์
ดูภาพขยาย
|  | สุดท้ายจะเป็นพีระมิดกลับหัวที่อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ Information ตรงโถงล็อบบีด้านล่างใกล้กับจุดขายตั๋ว ที่สร้างโดย I.M. Pei ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่สร้างพีระมิดแก้วด้านหน้า แต่จากการสำรวจดูแล้ว ไม่พบว่ามีร่างของผู้ใดฝังอยู่ด้านล่างเหมือนในหนังสือค่ะ มีเพียงพีระมิดอันเล็กๆ อีกอันหนึ่งที่ทำด้วยหินเท่านั้น (ถ้ามองเผินๆ จะเห็นคล้ายกับพีระมิดอันบนสะท้อนลงมายังพื้นด้านล่างเลย)
ถึงตรงนี้ฉันก็ขอปิดท้ายด้วยภาพสวยๆ ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เหมือนเช่นเคย แม้เส้นทางตามรอยทั้งหมดของวันนี้จะผิดเพี้ยนไปจากความจริง แต่การเที่ยวที่มีข้อมูลสอดแทรกให้ค้นหาคำตอบเช่นนี้ ก็ช่วยให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ สนุกไม่หยอกทีเดียว เอาไว้ถ้ามีเส้นทางตามรอยอะไรอีก ฉันขออาสาพาทุกคนไปเที่ยวอีกแน่นอน |


แค่ได้มาเดินชมภาพวาดสวยๆ ก็คุ้มค่าแล้วค่ะ
ดูภาพขยาย
|
|
 |
 |
|
 |
| เนื้อหาจาก TIB Publishing |
 |
 |  | ไม่ได้อ่าน ! อย่าซื้อทัวร์ รวบรวมสารพันเรื่องราว ที่เป็นประโยชน์ สำหรับคนที่คิดจะไปทัวร์ เมืองนอกเอาไว้มากมาย อาทิ เทคนิคการเลือกซื้อทัวร์ยังไงไม่ให้ถูกหลอก ลูกเล่นของบริษัททัวร์ การเตรียมตัวก่อน และระหว่างไปเที่ยวเมืองนอก ราคาและค่าใช้จ่ายที่เหมาะกับ แต่ละทริป ฯลฯ ชมรายละเอียดของหนังสือ |
|
 |
| ชมเนื้อหาทั้งหมดจาก TIB Publishing > |
 |
| อัลบั้มภาพประกอบ |
 |
| ข่าว โรงแรม ร้านอาหารล่าสุด |
|