อดีตมีชีวิต...ณ ตลาด 100 ปี สามชุก
เรื่องโดย Wilairat Bai-ngern ภาพโดย Kittipong Chaimaneewong
วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 | อ่านแล้ว 4171 ครั้ง | บุ๊คมาร์คหน้านี้
|
 |
สุดสัปดาห์นี้ ขอพาคุณๆ ไปเที่ยวตลาด แต่อย่าเพิ่งด่วนคิดไปว่าแค่ตลาดนี่นะจะเที่ยวกันได้เป็นวันเลยเหรอ? ตอบว่าเที่ยวได้แน่นอนค่ะ รับประกันว่า 1 วันอาจจะเดินเที่ยวไม่ทั่ว เพราะเราจะพาไปเที่ยวที่ "ตลาด 100 ปี สามชุก" จ.สุพรรณบุรี ตลาดเก่าแก่ที่กำลังอินเทรนด์ในหมู่วัยรุ่นที่ไม่ไปไม่ได้แล้ว
| ย้อนหลังไปร้อยกว่าปีที่แล้ว ตลาดสามชุกคือชุมชนริมแม่น้ำท่าจีนที่คราคร่ำด้วยเรือของพ่อค้าข้าวเปลือก ขึ้นล่องมาค้าขายข้าวแก่โรงสีที่มีอยู่หลายแห่ง เวลาผ่านไปไม่นาน สามชุกก็กลายเป็นชุมชนบ้านตลาดที่เฟื่องฟู จนชาวบ้านมีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ไม่แพ้บ้านเรือนใน "พระนคร" สมัยนั้น ก่อนที่จะมีการตัดถนนแล้วผู้คนหันไปนิยมการสัญจรทางถนนแทนแม่น้ำ ทำให้สามชุกกลายเป็นเมืองที่ถูกลืมไปช่วงใหญ่ๆ |  |
| โชคดีที่คนรุ่นหลังชาวสามชุกนั้น มีไอเดียสร้างสรรค์และเห็นคุณค่าที่สั่งสมมานานนับร้อยปีของชุมชนตลาดสามชุก ทุกคนที่นั่นจึงร่วมใจกันปัดกวาดบ้านเรือนเก่าแก่ทรงคุณค่า หยิบมรดกทางภูมิปัญญามาใส่มูลค่าเพิ่ม จนตลาดสามชุกกลายเป็น "พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิต" |  |
 |
| ในตลาดสามชุกนี้มีเป็นกลุ่มบ้านเรือนห้องแถวขนาดใหญ่ ที่แบ่งซอยย่อยๆ ออกไปถึง 8 ซอย แต่ละซอย ก็เต็มไปด้วยร้านค้า และบ้านเรือนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว หากจะเดินให้ง่ายและสะดวกที่สุด แนะนำให้เข้าทางด้านหน้าริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ที่มีป้ายติดว่า "ตลาด 100 ปี สามชุก" เริ่มต้นกันที่ซอย 1 หัวมุมคือ ร้านกาแฟท่าเรือส่ง ที่นี่เปรียบเหมือนสภากาแฟของชาวสามชุก บางโต๊ะก็เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่เมินกาแฟแบรนด์ดัง บางโต๊ะเป็นคอกาแฟที่อายุอานามรวมกันหลายร้อยปี นอกจากเสน่ห์ของร้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบเก่าๆ ทั้งโต๊ะ-เก้าอี้ทรงกลม ตู้และหม้อต้มกาแฟแบบโบราณแล้ว รสชาติของกาแฟก็พาให้ใครๆ ต่างติดใจจนลืมไม่ลง เจ๊ชั่งและเจ๊หมวยเล็ก 2 ศรีพี่น้อง มือชงกาแฟและเจ้าของร้านนี้บอกว่า "กาแฟที่ร้านใช้เมล็ดกาแฟแบบคั่วเอง โดยคัดเลือกเมล็ดกาแฟชั้นดีเม็ดใหญ่มาคั่วด้วยสูตรเฉพาะ แล้วก็นำมาบดเองด้วยวิธีโบราณ ใครได้มากินต้องยกนิ้วให้ทุกราย ถ้าน้องอยากเห็นวิธีคั่วกาแฟ โน่นเดินไปตรงท่าน้ำนั่นเลย" ไม่รอช้าเรารีบเดินไปยังท่าน้ำที่เห็นควันคละคลุ้งไปหมดแต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ กลายเป็นความหอม สอบถามคุณลุงที่คั่วกาแฟก็ได้ความว่า นี่เป็นกาแฟโรบัสต้าชั้นดีคั่วด้วยฟืนจนได้กลิ่นหอมแบบติดปลายจมูก แต่พอได้กินก็เป็นความหอมที่ติดปลายลิ้น |
 | ส่วนด้านหน้าร้านพอตกบ่าย จะมีร้านขายเป็ดย่างมาตั้งขายชื่อว่าเป็ดย่างจ่าเฉิด ร้านนี้ขายเป็ดย่างมานมนานเช่นเดียวกัน จุดเด่นคือเป็ดย่างที่เนื้อนุ่มไม่เหนียว กินพร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ด จะสั่งไปกินเป็นกับข้าวหรือไปทำแกงเผ็ดเป็ดย่างก็อร่อยทั้งนั้น
| ถัดมาเป็นร้านขายขนมหวานที่วางเรียงรายหลายสิบหม้อดูแล้วน่ากินทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวถั่วดำ เต้าส่วน กล้วยบวชชี ซึ่งรสชาตินั้นเต็มไปด้วยความหวาน และความมัน |  |
 |
จากจุดนี้ไปเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ สืบทราบมาว่า ณ ซอย 1 แห่งนี้ เป็นแหล่งรวมร้านนาฬิกาหลายเจ้า โดยเฉพาะนาฬิกาโบราณแบบคลาสสิค ซึ่งร้านนาฬิกาโบราณที่ยังขายอยู่ก็มีร้านบุญช่วยหัตถกิจ ที่ป้ายด้านหน้าร้านเขียนด้วยเส้นสายลายมืออันอ่อนช้อย คุณป้าเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า ที่ขายดิบขายดีจนส่งลูกๆ เรียนหนังสือจบสูงๆ ก็เพราะป้ายชื่อด้านหน้าร้านนี่ล่ะ ถัดมาคือ ร้านศรีพุทธทอง ที่ขายทั้งนาฬิกา ข้าวของเครื่องใช้อีกหลายอย่างทั้งวิทยุ แว่นตา และเครื่องเงิน ดูป้ายด้านหน้าอาจจะงงว่า ทำไมถึงเป็นศรีพุทธทองดัดผม คำตอบก็คือแต่เดิมร้านนี้เปิดเป็นร้านทอง ต่อมาคุณป้าสุดใจ ภรรยาเจ้าของร้านเปิดทำผมและเสริมสวยบริเวณหลังบ้าน จึงได้เติมคำว่าดัดผมลงไป สุดท้ายคือ ร้านรัชพร ที่ขายนาฬิกาหลายยี่ห้อ ส่วนมากเป็นนาฬิกาโบราณและสมัยใหม่หลายรุ่น ส่วนตัวเรือนนั้นก็มีทั้งแบบไทย และต่างประเทศ ภายในร้านยังมีนาฬิกาลอนดอนระฆัง ยี่ห้อสิงโต ที่ผลิตในประเทศเยอรมนี อายุมากกว่า 80 ปี แขวนอยู่ ว่ากันว่านาฬิกายี่ห้อสิงโตนี้เวลาตีบอกเวลาเสียงจะดังกังวานมาก |
 | ใช้เวลาอยู่ในซอย 1 เกือบชั่วโมง ก็เดินต่อมายังซอย 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านขุนจำนงค์ จีนารักษ์ นายอากรคนแรก และเป็นหนึ่งในเจ้าของตลาดสามชุก ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเกือบ 100 ปีแล้ว เป็นบ้านไม้ขนาด 3 ชั้น ที่สร้างได้อย่างประณีตงดงาม จุดเด่นคือ ลวดลายแกะสลักไม้ที่อ่อนช้อย ชั้นล่างจัดแสดงข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับตลาดสามชุก ถ้าไม่อยากหลงก็ต้องมาดูแบบจำลองของตลาดสามชุกที่นี่จะได้เดินเที่ยวอย่างสบายใจ ชั้นที่ 2 แสดงเรื่องราวของครอบครัวขุนจำนงค์ฯ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน เมื่อครั้งยังมีชีวิตได้ให้ชมกัน ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่โล่งสำหรับสัมมนา และจัดนิทรรศการหมุนเวียน ห่างจากบ้านขุนจำนงค์ฯ ไปไม่ไกล เป็นป้ายโรงแรมอยู่ลิบๆ พาลเอาสงสัยว่าในซอยนี้มีโรงแรมอยู่ด้วยเหรอ ว่าแล้วก็เดินเข้าไปดูจึงได้รู้ว่าเป็นโรงแรมอุดมโชค โรงแรมเก่าแก่แห่งที่ 2 ในตลาดสามชุกต่อจากโรงแรมสำราญรมย์ (ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยแล้ว) จากการสอบถามจึงรู้ว่า แต่ก่อนมีเรือสินค้ามาจอดเทียบท่าตลาดสามชุกจำนวนมาก สมัยนั้นยังไม่มีที่พักก็เลยดัดแปลงบ้านมาเปิดเป็นโรงแรม ซึ่งตัวโรงแรมเป็นอาคารไม้สองชั้น กั้นห้องเป็น 12 ห้อง ราคาตกห้องละ 20 บาท แต่ปัจจุบันใครจะไปพักต้องบอกว่าเสียใจค่ะ เพราะปิดบริการไปนานแล้ว เหลือเพียงแต่ภาพความทรงจำเก่าๆ ที่พาให้เราคิดว่ายามเมื่อคนมาพักเต็มทุกห้อง ที่นี่คงจะครึกครื้นไม่น้อย และในซอยนี้ยังมีบ้านโค้ก ที่มีเอกลักษณ์มากๆ โดยเฉพาะข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับโค้กนับหมื่นชิ้น ยิ่งดูก็ยิ่งเพลิดเพลิน โดยเฉพาะการได้เห็นวิวัฒนาการในของพรีเมียมที่โค้กจัดทำขึ้นเพื่อสมนาคุณลูกค้า ว่าแล้วก็หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพซะหน่อย แต่ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ
ออกจากซอยที่ 2 เราเดินย้อนออกชมร้านรวงต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนมาถึง ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุก แวะสักการะท่านเพื่อขอพรให้เจริญรุ่งเรือง เดินทางปลอดภัย และอยู่เย็นเป็นสุข ก่อนจะเดินเข้าไปยังซอย 3 ซอยนี้ก็เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมายเราหยุดพักกันที่ร้านขายของชำป้านา ร้านนี้เต็มไปด้วยของกินของใช้ ทั้งแป้ง ข้าว น้ำตาล และเครื่องเทศต่างๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เครื่องทองเหลืองอายุร่วมร้อยปีโดยเฉพาะถาด ขัน และพาน ที่คุณป้านาเก็บรักษาไว้อย่างดีภายในตู้ไม้สัก ซึ่งคุณป้าก็เปิดให้เข้าไปชมฟรีโดยไม่มีหวง ใกล้กันเป็นฮกอันโอสถ ร้านขายยาของคนจีนที่เปิดมานานกว่า 70 ปี ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรนับพันๆ ชนิด เมื่อดูชื่อแล้วไม่ค่อยเห็นและไม่รู้จักเลยแม้แต่ชนิดเดียว แต่เจ้าของร้านก็อธิบายให้ฟังถึงตัวยาและสรรพคุณ เข้าตำราที่บอกไว้ว่ารู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม นอกจากนี้ ยังมีมีดหั่นยาโบราณ เครื่องชั่ง ลิ้นชักใส่ยา ลูกคิด และครกตำยาให้ดูอีกด้วย |
 | จากร้านนี้ไปเห็นคนมุงดูอะไรกันเต็มไปหมด ตามประสาคนช่างสงสัยก็ต้องเข้าไปดูสักหน่อย ก็ถึงบางอ้อ เมื่อเห็นชื่อร้านถ่ายภาพศิลป์ธรรมชาติมีภาพถ่ายขาวดำเก่าๆ เรียงอยู่เต็มตู้ พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ยิ่งแปลกใจ เพราะคนในภาพคือดารารุ่นเราๆ ที่รู้จักกันดี พอถามไถ่ก็ได้คำตอบว่า ร้านนี้รักษาเอกลักษณ์การถ่ายภาพ แนวย้อนยุคให้คนรุ่นเราได้ลอง เพราะการถ่ายรูปที่ร้านนี้ ยังใช้กล้องตัวเบ้อเริ่ม(ซื้อจากเยอรมนีราคา 8,000 บาท!!!) ใช้ฟิล์มแบบแผ่น เวลาถ่ายรูปแต่ละที ช่างภาพก็ต้องมุดเข้าไปส่องภาพหลังกล้องใต้ผ้าคลุมผืนโต มีเสื้อผ้าย้อนยุคให้เปลี่ยนพร้อมอุปกรณ์อย่าง...ตะกร้าหวาย นับเป็นความเก๋าที่ท้าทายโลกดิจิตอล ด้วยความเร็วในการล้าง-อัดเป็นรูปแค่... 2 เดือนเท่านั้น!!! เพราะหลังการถ่ายภาพ เขายังต้องล้างฟิล์ม อัดภาพในห้องมืด แล้ว "รีทัช" ภาพด้วยพู่กัน!!!
ใช้เวลาอยู่ที่ร้านถ่ายรูปโบราณตั้งนาน ก็ออกจากซอย 3 แวะไปชมบ้านลิ่มเต๊กเซ้ง ซึ่งเป็นบ้านที่เก็บสะสมข้าวของเครื่องใช้ของคุณยายมะลิวัลย์ที่เป็นของตกทอดมาตั้งแต่สมัยคุณแม่ ซึ่งเราได้เห็นความงดงามของเครื่องทองเหลือง เครื่องลงหิน และเครื่องกระเบื้อง ไม่ว่าจะเป็นขันลงหิน ถาดทองเหลือง เชิงเทียน และชุดเชี่ยนหมากแบบหรูหราในสมัยก่อน ปิดท้ายด้วยการซื้อของใช้และสินค้าไทยๆ ที่ร้านคูเซ่งฮวด ร้านนี้ขายพวกถ้วยชาม เครื่องใช้ในครัว ตะเกียงรูปแบบต่างๆ โหลแก้วใส่ของ ส่วนด้านในร้านยังมีตะเกียงลาน เตารีดถ่าน รถเข็นไม้ ไว้ให้ชมกัน เราแอบซื้อตะเกียงกระป๋องนมราคา 25 บาท กลับมาเป็นของที่ระลึกด้วย เดินดูมานานหลายชั่วโมง ท้องน้อยๆ เริ่มส่งเสียง ว่าแล้วก็พากันไปกินบะหมี่ร้านเจ๊กอ้าว ได้ยินมาว่าร้านนี้ ขายบะหมี่มานานกว่า 70 ปี ครั้งแรกสำหรับการกินบะหมี่ 70 ปี รสชาติเป็นแบบนี้นี่เอง เส้นบะหมี่เหนียวนุ่มมาก แผ่นเกี๊ยวก็ทำเองกับมือ ส่วนน้ำซุป และหมูแดงก็หอมหวาน เลยตอบสนองความหิวไป 2 ชาม
|
 |
จากซอยที่ 3 ไปจนถึงซอย 8 ก็ยังคงมีร้านค้าอีกมากมายให้เราได้ชมกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านไพศาลสมบัติ ที่อยู่ซอย 4 ปัจจุบันเป็นห้องเก็บของเก่าทั้งป้ายโฆษณา ตะเกียงน้ำมัน กระติกน้ำ อุปกรณ์การชงกาแฟ เครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ร้านนี้เจ้าของผู้ใจดีจะเล่าวิถีชีวิตของผู้คนในตลาดสามชุกในอดีตให้เราฟังด้วย ร้านขายทองมีชัย ที่มีของสะสมประเภทเครื่องใช้ของคนจีน สะท้อนถึงรสนิยมความเป็นคนจีนที่มีฐานะในอดีตให้ได้ชมกัน ร้านฮกง้วนตึ๊ง ที่เปิดขายยาสมุนไพรจีนและไทย ที่สมัยก่อนชาวสามชุกยกให้เป็นยาวิเศษ ร้านโชคนิมิต ที่ขายผ้ามาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถ้ามาร้านนี้จะได้เห็นคุณตานิมิต เจ้าของร้าน พร้อมเพื่อนฝูงรวมตัวกันเล่นหมากรุกอยู่เป็นประจำ ส่วนซอย 8 มีร้านทำเคียวของคุณลุงเต็กเซ็ง ที่ทำเคียวขายมานานกว่า 50 ปีแล้ว ฝีมือการทำเคียว จึงเป็นที่ยอมรับของคนสามชุกและใกล้เคียง ปัจจุบันคุณลุงรับเหล็กจากโรงงานที่ จ.แพร่ มาตี และเจียแต่งคมเอง ปิดท้ายกันที่ร้านหยอง ซึ่งเป็นร้านตัดเสื้อและรับทำกระดุมด้วยมือ ด้านหน้าร้านจึงมีกระดุมรูปแบบต่างๆ ให้เราได้ดูกัน ที่สำคัญเจ้าของร้านนี้ยังมีฝีมือในการสีซอได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง |
 | สีสันของตลาดสามชุกไม่ได้มีเพียงแค่นี้ เพราะนอกจากร้านที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีร้านค้าที่น่าสนใจอีกหลายร้าน ทั้งร้านเสริมสวย ร้านทำฟัน ร้านตีเหล็ก ร้านทำกรอบพระ ที่ล้วนมีอายุหลานสิบปี รวมไปถึงบรรดาของกินที่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนก็เต็มไปด้วยภาพของความน่าอร่อยจนต้องลิ้มลอง ทั้งข้าวห่อใบบัวสูตรดั้งเดิม ร้านหรั่ง ศรีโรจน์ ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก ซอย 3 หมูสะเต๊ะเจ๊เล็ก น้ำพริกแม่กิมลั้ง ปลาสลิดพี่จิตและอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่าง ที่ต้องลิ้มลองด้วยตัวเอง ใช้เวลาเดินเที่ยวที่ตลาดสามชุก 1 วันเต็มๆ ต้องยอมรับเลยว่าได้เห็นอีกหนึ่งมุมของเสน่ห์ของความเก่าแก่ ที่ไม่ได้ถูกรังสรรค์ปั้นแต่งขึ้น แต่เป็นความเก่าที่เดินทางตามเวลาจากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นมนต์ขลังที่เชิญชวนให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัส และเห็นได้ด้วยตาของตัวเอง
| การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางถนนวงแหวนไป อ. บางบัวทอง จ. นนทบุรี แล้วเลี้ยวตามป้าย "สุพรรณบุรี ทางหลวงหมายเลข 340" ตรงไปเรื่อยๆ ผ่านตัวเมืองสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จนถึงอำเภอสามชุก เลี้ยวตามป้ายบอกทาง "ตลาด 100 ปี สามชุก" เข้าไปในตัวอำเภอ ตลาดสามชุกจะอยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุก รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ 107 กม.
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก โทร. 0-3557-2449, 0-3550-4498 และ 08-1640-3327
|
|
 |
 |
| เรื่องท่องเที่ยวทั่วโลกล่าสุด |
|
 |
| อัลบั้มภาพประกอบ |
 |
| ข่าว โรงแรม ร้านอาหารล่าสุด |
|